ตั้งค่าแรงเท่าไหร่ถึงได้คนจริง และควรจ้างแบบไหน — รายครั้ง รายเดือน หรือประจำ

คำถามที่เจ้าของธุรกิจถามบ่อยที่สุดเวลาเริ่มใช้ระบบจ้างพนักงานพาร์ทไทม์ คือ "ค่าบริการเท่าไหร่" แต่คำถามที่ควรถามจริง ๆ มีสองข้อและไม่ใช่ข้อนี้
ข้อแรกคือ ตั้งค่าแรงเท่าไหร่ถึงจะมีคนสมัครพอ เพราะในระบบที่ให้ประกาศงานหาคนเป็นรายวันหรือรายกะ ค่าแรงไม่ใช่ราคาที่ระบบกำหนดมาให้ แต่เป็นตัวเลขที่คุณตั้งเอง และมันเป็นตัวแปรที่กำหนดว่าจะได้คนหรือไม่ ได้เร็วแค่ไหน
ข้อที่สองคือ รูปแบบการจ้างแบบไหนเหมาะกับงานของคุณ เพราะธุรกิจที่ใช้คนสม่ำเสมอทุกสัปดาห์กับธุรกิจที่ใช้คนเป็นครั้งคราว ไม่ควรจ้างด้วยวิธีเดียวกัน และการเลือกผิดแบบทำให้จ่ายแพงกว่าที่ควรโดยไม่รู้ตัว
บทความนี้ตอบทั้งสองข้อ เริ่มจากเรื่องค่าแรงซึ่งเป็นสิ่งที่คุมได้ทันที แล้วจึงไปที่การเลือกรูปแบบการจ้างซึ่งเป็นการตัดสินใจระยะยาวกว่า
ขั้นต่ำคือกฎหมาย ส่วนที่เหลือคือการตัดสินใจของคุณ
พื้นฐานที่ต้องรู้ก่อนคือ ค่าแรงต่อวันสำหรับการจ้างเต็มวันมีพื้นเป็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง กระทรวงแรงงาน ซึ่งไม่เท่ากันทุกพื้นที่
พื้นที่ | อัตราขั้นต่ำต่อวัน | หมายเหตุ |
กรุงเทพมหานคร | 400 บาท | อัตราสูงสุดของประเทศ กลุ่มเดียวกับชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ภูเก็ต |
นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม | 372 บาท | ต่ำกว่ากรุงเทพฯ ทั้งที่อยู่ในเขตปริมณฑลติดกัน |
ทั่วประเทศ | 337–400 บาท | แบ่งเป็น 17 อัตราตามพื้นที่ ต่ำสุดคือสามจังหวัดชายแดนใต้ |
สองแถวแรกเป็นเรื่องที่ธุรกิจซึ่งมีหลายสาขาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลควรรู้ เพราะสาขาที่อยู่คนละฝั่งสะพานอาจอยู่คนละอัตรากัน การใช้ตัวเลขเดียวกันทุกสาขาจึงอาจสูงเกินจำเป็นในบางที่ หรือต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดในอีกที่
อัตราเหล่านี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2568 และอาจมีการปรับได้ในภายหลัง ก่อนใช้ตัวเลขในการคำนวณต้นทุนจริงควรตรวจสอบกับประกาศล่าสุดของกระทรวงแรงงานเสมอ
ประเด็นสำคัญคือ ตัวเลขเหล่านี้เป็นพื้น ไม่ใช่เพดาน และส่วนที่อยู่เหนือพื้นคือสิ่งที่คุณตัดสินใจได้เอง
ทำไมค่าแรงที่ตั้งถึงเปลี่ยนจำนวนคนที่สมัคร
ในระบบที่ประกาศงานให้พนักงานพาร์ทไทม์เลือกสมัครเอง สิ่งที่เกิดขึ้นในฝั่งคนทำงานคือเขาเปิดดูงานที่ว่างในวันนั้นพร้อมกันหลายงาน แล้วเลือกงานที่คุ้มที่สุดสำหรับตัวเอง โดยชั่งจากค่าแรง ระยะทาง เวลาเริ่มงาน และความหนักของงาน แปลว่าประกาศงานของคุณไม่ได้แข่งกับความว่างของคนทำงานอย่างเดียว แต่แข่งกับประกาศงานอื่นที่ลงวันเดียวกัน และเมื่อคุณตั้งค่าแรงสูงกว่าขั้นต่ำ ประกาศของคุณจะถูกเลือกก่อน ทำให้มีคนสมัครเข้ามาเยอะขึ้นและเร็วขึ้น
ผลที่ตามมาไม่ได้มีแค่ "ได้คน" แต่รวมถึงคุณภาพของตัวเลือกด้วย เพราะเมื่อมีคนสมัครสิบคนแทนที่จะเป็นสองคน คุณเลือกคนที่เคยทำงานประเภทนี้มาก่อนได้ แทนที่จะต้องรับใครก็ตามที่สมัครเข้ามา
นี่คือความต่างที่สำคัญระหว่างการจ้างผ่านระบบแบบนี้กับการจ้างแบบเหมาจ่ายให้บริษัทจัดหาคน ตรงที่คุณมีปุ่มปรับอยู่ในมือ ไม่ได้รอผลลัพธ์อย่างเดียว
เมื่อไหร่ที่ควรตั้งสูงกว่าขั้นต่ำ และเมื่อไหร่ที่ไม่จำเป็น
การเพิ่มค่าแรงทุกงานไม่ใช่คำตอบ เพราะจะกลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มโดยไม่ได้อะไรกลับมาในงานที่หาคนได้อยู่แล้ว หลักการคือดูว่างานของคุณมีเงื่อนไขที่ทำให้คนเลือกงานอื่นก่อนหรือไม่
กรณีที่ควรพิจารณาตั้งสูงกว่าขั้นต่ำ | กรณีที่อัตราขั้นต่ำมักเพียงพอ |
วันที่ตลาดแย่งคนกันสูง เช่น ช่วงเทศกาล วันหยุดยาว วันแคมเปญใหญ่ ซึ่งทุกธุรกิจต้องการคนพร้อมกัน | วันธรรมดาที่ไม่มีอะไรพิเศษ และไม่ได้ตรงกับช่วงเทศกาลใด ๆ |
งานที่เริ่มเช้ามากหรือเลิกดึก ซึ่งกระทบการเดินทางของคนทำงานโดยตรง | งานที่อยู่ในช่วงเวลาปกติและเดินทางสะดวก ใกล้รถไฟฟ้าหรือขนส่งสาธารณะ |
งานที่หนักกว่าปกติอย่างชัดเจน เช่น ยกของหนักต่อเนื่อง หรือทำงานในพื้นที่ควบคุมอุณหภูมิ | งานทั่วไปที่ความหนักอยู่ในระดับที่คาดเดาได้จากชื่อตำแหน่ง |
งานที่ต้องการทักษะหรือประสบการณ์เฉพาะ ซึ่งมีคนที่ทำได้จำนวนจำกัด | งานที่บรีฟจบได้ในสิบถึงสิบห้านาที และไม่ต้องมีประสบการณ์มาก่อน |
งานที่ประกาศกระชั้นชิด เหลือเวลาไม่ถึงสองสามวัน เพราะคนที่ว่างเหลือน้อยลงแล้ว | งานที่ประกาศล่วงหน้าพอสมควร และมีเวลาให้คนวางแผนตารางตัวเอง |
วิธีคิดว่าคุ้มหรือไม่ ให้เทียบสองตัวเลขตรง ๆ คือส่วนต่างค่าแรงที่เพิ่มขึ้นต่อคนต่อวัน กับต้นทุนของการไม่ได้คนในวันนั้น ซึ่งไม่ได้มีแค่ยอดขายที่หายไป แต่รวมภาระที่ตกกับทีมประจำที่ต้องรับงานแทน และลูกค้าที่เจอบริการช้าจนไม่กลับมาอีก เมื่อวางสองตัวเลขนี้ข้างกัน ส่วนต่างค่าแรงมักเป็นตัวเลขที่เล็กกว่าอย่างเห็นได้ชัด
กับดักที่พบบ่อยคือการตั้งต่ำไว้ก่อนแล้วรอดูว่าจะมีคนสมัครไหม กลไกนี้คล้ายกับการจองตั๋วเครื่องบิน คือยิ่งใกล้วันเดินทาง ตัวเลือกยิ่งน้อยและราคายิ่งสูง สุดท้ายมักต้องเพิ่มค่าแรงอยู่ดี แต่เพิ่มในจังหวะที่เหลือคนว่างน้อยลงแล้ว ทำให้จ่ายแพงกว่าและได้ตัวเลือกแย่กว่าการตั้งให้เหมาะตั้งแต่วันแรก
เลือกรูปแบบการจ้างด้วยสี่เกณฑ์ ไม่ใช่ด้วยราคา
เมื่อจัดการเรื่องค่าแรงได้แล้ว คำถามถัดไปคือควรจ้างในรูปแบบไหน ซึ่งคนส่วนใหญ่ตัดสินจากราคาต่อครั้ง ทั้งที่ตัวแปรที่ควรใช้ตัดสินคือลักษณะงานของตัวเอง
เกณฑ์ | จ้างรายครั้ง | จ้างต่อเนื่องรายเดือน | จ้างประจำ |
ความสม่ำเสมอของงาน | งานมาเป็นครั้งคราว คาดเดาไม่ได้ | ใช้คนสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ แต่ปริมาณขึ้นลง | งานเต็มเวลาทุกวันตลอดปี |
จำนวนสาขาหรือจุดทำงาน | จุดเดียวหรือไม่กี่จุด จัดการเองไหว | หลายสาขา ต้องการระบบอนุมัติและรวมบิล | ทุกแบบ แต่ต้นทุนคงที่เพิ่มตามจำนวนคน |
ต้องการทีมชุดเดิมซ้ำไหม | ไม่จำเป็น งานบรีฟใหม่ได้ทุกครั้ง | ต้องการ เพราะลดเวลาสอนงานลงมาก | ต้องการสูงสุด |
รอบการวางบิลและเอกสาร | จบเป็นครั้ง เอกสารแยกทุกงาน | รวมรอบรายเดือน เอกสารชุดเดียว | รอบเงินเดือนตามระบบบริษัท |
อ่านตารางนี้ตามแนวตั้ง แล้วดูว่าคอลัมน์ไหนตรงกับสถานการณ์ของคุณมากที่สุดในสามในสี่เกณฑ์ นั่นคือรูปแบบที่ควรใช้
จุดที่ธุรกิจจำนวนมากเสียเงินโดยไม่รู้ตัว คือใช้คนสม่ำเสมอทุกสัปดาห์แต่ยังจ้างแบบรายครั้งอยู่ ทำให้ต้องบรีฟใหม่ทุกครั้ง ได้คนใหม่เกือบทุกรอบ และจัดการเอกสารเป็นชิ้น ๆ ทั้งที่ปริมาณงานถึงจุดที่ควรเปลี่ยนไปเป็นการจ้างต่อเนื่องแล้ว สัญญาณที่บอกว่าถึงจุดนั้นคือ คุณเรียกใช้คนมากกว่าสองครั้งต่อสัปดาห์ติดต่อกันเกินหนึ่งเดือน
ต้นทุนที่ควรเอามาเทียบ ไม่ใช่แค่ค่าแรง
เวลาเทียบว่าจ้างแบบไหนคุ้มกว่า คนส่วนใหญ่เทียบเฉพาะค่าแรงต่อคนต่อวัน ซึ่งทำให้การจ้างประจำดูถูกกว่าความเป็นจริงเสมอ ต้นทุนที่ควรนับเข้าไปด้วยมีอย่างน้อยสี่รายการ
ต้นทุนของวันที่ไม่มีงานให้ทำ พนักงานประจำได้ค่าจ้างทุกวันทำงานไม่ว่าวันนั้นจะมีลูกค้ามากหรือน้อย ธุรกิจที่มีความผันผวนสูงจึงจ่ายค่าเวลาว่างโดยไม่รู้ตัว
ต้นทุนสวัสดิการและเงินสมทบที่ผูกมากับการจ้างประจำ ซึ่งเป็นภาระต่อเนื่องไม่ว่ายอดจะเป็นอย่างไร
ต้นทุนการสรรหาและสอนงาน ซึ่งเกิดใหม่ทุกครั้งที่มีคนลาออก และเกิดถี่ในตำแหน่งที่มีอัตราการเข้าออกสูง
ต้นทุนของการไม่มีคนพอในวันพีค ซึ่งไม่ปรากฏในบัญชีแต่ปรากฏในยอดขายและในรีวิว
เมื่อนับครบทั้งสี่รายการ ภาพที่ได้มักเปลี่ยนไปจากการเทียบด้วยค่าแรงอย่างเดียวพอสมควร โดยเฉพาะกับธุรกิจที่มีความต้องการขึ้นลงตามฤดูกาลอย่างชัดเจน
สรุป
สรุปสั้นที่สุดคือ ค่าแรงเป็นตัวแปรที่คุณคุมได้และเห็นผลภายในวันเดียว ส่วนรูปแบบการจ้างเป็นการตัดสินใจที่เห็นผลในระดับเดือน ธุรกิจที่จัดการทั้งสองอย่างให้ตรงกับลักษณะงานของตัวเอง มักจ่ายน้อยกว่าและได้คนสม่ำเสมอกว่าธุรกิจที่มองว่าราคาเป็นสิ่งที่ระบบกำหนดมาให้
ถ้าจะเริ่มจากข้อเดียว ให้เริ่มจากการเลิกตั้งค่าแรงเท่ากันทุกงาน แล้วแยกว่างานไหนคือวันปกติ และงานไหนคือวันที่ทั้งตลาดแย่งคนกัน
• สมัครใช้งานสำหรับนายจ้างฟรี: app.findtemp.in.th/auth/register
• สอบถามการตั้งค่าระบบและขอตัวอย่าง Report สรุปบริหาร (LINE 08:00–22:00 น.): @findTEMP
• บริการส่งคนด่วน Fast Track (ถึงใน 3 ชม.): app.findtemp.in.th/fast_track/
คำถามที่พบบ่อย
Q: ค่าแรงขั้นต่ำที่ต้องจ่ายคือเท่าไหร่
A: ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ทำงาน ปัจจุบันกรุงเทพมหานครอยู่ที่ 400 บาทต่อวัน ส่วนจังหวัดปริมณฑลอย่างนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม อยู่ที่ 372 บาทต่อวัน อัตราทั่วประเทศอยู่ในช่วง 337 ถึง 400 บาท แบ่งเป็น 17 อัตรา ทั้งนี้อัตราอาจมีการปรับ ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดของคณะกรรมการค่าจ้าง กระทรวงแรงงาน ก่อนใช้คำนวณจริง
Q: ตั้งค่าแรงสูงกว่าขั้นต่ำเท่าไหร่ถึงจะเห็นผล
A: ไม่มีตัวเลขตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับว่าวันนั้นมีงานอื่นแข่งอยู่มากแค่ไหน และงานของคุณมีเงื่อนไขที่คนเลี่ยงหรือไม่ วิธีที่ใช้ได้จริงคือเริ่มจากอัตราที่เหมาะกับลักษณะงาน แล้วดูความเร็วในการมีคนสมัครในสองสามชั่วโมงแรก ถ้ายังเงียบผิดปกติ นั่นคือสัญญาณให้ปรับ ไม่ใช่รอจนถึงวันงาน
Q: ถ้าตั้งค่าแรงสูง จะได้คนที่ดีกว่าจริงไหม
A: สิ่งที่เพิ่มขึ้นแน่นอนคือจำนวนคนที่สมัคร ซึ่งทำให้คุณมีตัวเลือกมากขึ้นและเลือกคนที่มีประสบการณ์ตรงได้ ส่วนคุณภาพของงานที่ออกมายังขึ้นอยู่กับการบรีฟและการเตรียมงานของฝั่งผู้จ้างด้วย ค่าแรงช่วยให้ได้ตัวเลือกที่ดีขึ้น แต่ไม่ได้แทนที่การเตรียมงาน
Q: จ้างต่อเนื่องรายเดือนต่างจากจ้างพนักงานประจำอย่างไร
A: ต่างกันที่ความยืดหยุ่นของจำนวนคนและโครงสร้างต้นทุน การจ้างต่อเนื่องรายเดือนให้คุณมีทีมที่คุ้นงานเหมือนพนักงานประจำ แต่ปรับจำนวนคนตามปริมาณงานจริงในแต่ละเดือนได้ และไม่ได้เพิ่มจำนวนพนักงานในบัญชีของบริษัท ควรสอบถามเงื่อนไขสัญญา รอบวางบิล และเครดิตเทอมกับผู้ให้บริการก่อนตัดสินใจ
Q: มีหลายสาขาแล้วอยากคุมงบรวม ทำได้ไหม
A: ทำได้ถ้าเลือกรูปแบบที่รองรับ โดยสิ่งที่ควรถามคือมีระบบให้ผู้จัดการสาขาขอคนแล้วส่วนกลางอนุมัติหรือไม่ มีรายงานรวมทุกสาขาไหม และวางบิลรวมรอบเดียวได้หรือเปล่า สามข้อนี้คือความต่างหลักระหว่างการจ้างเป็นครั้ง ๆ แยกสาขา กับการจ้างต่อเนื่องแบบองค์กร
----------------------------------------
findTEMP สามารถใช้งานผ่าน WebApp ได้ทุกแพลตฟอร์ม ช่วยให้คุณประหยัดเวลา ในการหาพนักงานเข้าทำงานได้มากยิ่งขึ้น
สนใจสมัครใช้งาน หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
LINE : @findTEMP
สมัครใช้งาน : เริ่มใช้งาน findTEMP




ความคิดเห็น