top of page

ตั้งค่าแรงเท่าไหร่ถึงได้คนจริง และควรจ้างแบบไหน — รายครั้ง รายเดือน หรือประจำ

24 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ยาว 2 นาที
เทคนิคตั้งค่าแรงอย่างไรให้ได้คนชัวร์

คำถามที่เจ้าของธุรกิจถามบ่อยที่สุดเวลาเริ่มใช้ระบบจ้างพนักงานพาร์ทไทม์ คือ "ค่าบริการเท่าไหร่" แต่คำถามที่ควรถามจริง ๆ มีสองข้อและไม่ใช่ข้อนี้

ข้อแรกคือ ตั้งค่าแรงเท่าไหร่ถึงจะมีคนสมัครพอ เพราะในระบบที่ให้ประกาศงานหาคนเป็นรายวันหรือรายกะ ค่าแรงไม่ใช่ราคาที่ระบบกำหนดมาให้ แต่เป็นตัวเลขที่คุณตั้งเอง และมันเป็นตัวแปรที่กำหนดว่าจะได้คนหรือไม่ ได้เร็วแค่ไหน


ข้อที่สองคือ รูปแบบการจ้างแบบไหนเหมาะกับงานของคุณ เพราะธุรกิจที่ใช้คนสม่ำเสมอทุกสัปดาห์กับธุรกิจที่ใช้คนเป็นครั้งคราว ไม่ควรจ้างด้วยวิธีเดียวกัน และการเลือกผิดแบบทำให้จ่ายแพงกว่าที่ควรโดยไม่รู้ตัว


บทความนี้ตอบทั้งสองข้อ เริ่มจากเรื่องค่าแรงซึ่งเป็นสิ่งที่คุมได้ทันที แล้วจึงไปที่การเลือกรูปแบบการจ้างซึ่งเป็นการตัดสินใจระยะยาวกว่า


ขั้นต่ำคือกฎหมาย ส่วนที่เหลือคือการตัดสินใจของคุณ

พื้นฐานที่ต้องรู้ก่อนคือ ค่าแรงต่อวันสำหรับการจ้างเต็มวันมีพื้นเป็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง กระทรวงแรงงาน ซึ่งไม่เท่ากันทุกพื้นที่

พื้นที่

อัตราขั้นต่ำต่อวัน

หมายเหตุ

กรุงเทพมหานคร

400 บาท

อัตราสูงสุดของประเทศ กลุ่มเดียวกับชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ภูเก็ต

นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม

372 บาท

ต่ำกว่ากรุงเทพฯ ทั้งที่อยู่ในเขตปริมณฑลติดกัน

ทั่วประเทศ

337–400 บาท

แบ่งเป็น 17 อัตราตามพื้นที่ ต่ำสุดคือสามจังหวัดชายแดนใต้

สองแถวแรกเป็นเรื่องที่ธุรกิจซึ่งมีหลายสาขาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลควรรู้ เพราะสาขาที่อยู่คนละฝั่งสะพานอาจอยู่คนละอัตรากัน การใช้ตัวเลขเดียวกันทุกสาขาจึงอาจสูงเกินจำเป็นในบางที่ หรือต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดในอีกที่


อัตราเหล่านี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2568 และอาจมีการปรับได้ในภายหลัง ก่อนใช้ตัวเลขในการคำนวณต้นทุนจริงควรตรวจสอบกับประกาศล่าสุดของกระทรวงแรงงานเสมอ

ประเด็นสำคัญคือ ตัวเลขเหล่านี้เป็นพื้น ไม่ใช่เพดาน และส่วนที่อยู่เหนือพื้นคือสิ่งที่คุณตัดสินใจได้เอง


ทำไมค่าแรงที่ตั้งถึงเปลี่ยนจำนวนคนที่สมัคร

ในระบบที่ประกาศงานให้พนักงานพาร์ทไทม์เลือกสมัครเอง สิ่งที่เกิดขึ้นในฝั่งคนทำงานคือเขาเปิดดูงานที่ว่างในวันนั้นพร้อมกันหลายงาน แล้วเลือกงานที่คุ้มที่สุดสำหรับตัวเอง โดยชั่งจากค่าแรง ระยะทาง เวลาเริ่มงาน และความหนักของงาน แปลว่าประกาศงานของคุณไม่ได้แข่งกับความว่างของคนทำงานอย่างเดียว แต่แข่งกับประกาศงานอื่นที่ลงวันเดียวกัน และเมื่อคุณตั้งค่าแรงสูงกว่าขั้นต่ำ ประกาศของคุณจะถูกเลือกก่อน ทำให้มีคนสมัครเข้ามาเยอะขึ้นและเร็วขึ้น


ผลที่ตามมาไม่ได้มีแค่ "ได้คน" แต่รวมถึงคุณภาพของตัวเลือกด้วย เพราะเมื่อมีคนสมัครสิบคนแทนที่จะเป็นสองคน คุณเลือกคนที่เคยทำงานประเภทนี้มาก่อนได้ แทนที่จะต้องรับใครก็ตามที่สมัครเข้ามา

นี่คือความต่างที่สำคัญระหว่างการจ้างผ่านระบบแบบนี้กับการจ้างแบบเหมาจ่ายให้บริษัทจัดหาคน ตรงที่คุณมีปุ่มปรับอยู่ในมือ ไม่ได้รอผลลัพธ์อย่างเดียว


เมื่อไหร่ที่ควรตั้งสูงกว่าขั้นต่ำ และเมื่อไหร่ที่ไม่จำเป็น

การเพิ่มค่าแรงทุกงานไม่ใช่คำตอบ เพราะจะกลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มโดยไม่ได้อะไรกลับมาในงานที่หาคนได้อยู่แล้ว หลักการคือดูว่างานของคุณมีเงื่อนไขที่ทำให้คนเลือกงานอื่นก่อนหรือไม่

กรณีที่ควรพิจารณาตั้งสูงกว่าขั้นต่ำ

กรณีที่อัตราขั้นต่ำมักเพียงพอ

วันที่ตลาดแย่งคนกันสูง เช่น ช่วงเทศกาล วันหยุดยาว วันแคมเปญใหญ่ ซึ่งทุกธุรกิจต้องการคนพร้อมกัน

วันธรรมดาที่ไม่มีอะไรพิเศษ และไม่ได้ตรงกับช่วงเทศกาลใด ๆ

งานที่เริ่มเช้ามากหรือเลิกดึก ซึ่งกระทบการเดินทางของคนทำงานโดยตรง

งานที่อยู่ในช่วงเวลาปกติและเดินทางสะดวก ใกล้รถไฟฟ้าหรือขนส่งสาธารณะ

งานที่หนักกว่าปกติอย่างชัดเจน เช่น ยกของหนักต่อเนื่อง หรือทำงานในพื้นที่ควบคุมอุณหภูมิ

งานทั่วไปที่ความหนักอยู่ในระดับที่คาดเดาได้จากชื่อตำแหน่ง

งานที่ต้องการทักษะหรือประสบการณ์เฉพาะ ซึ่งมีคนที่ทำได้จำนวนจำกัด

งานที่บรีฟจบได้ในสิบถึงสิบห้านาที และไม่ต้องมีประสบการณ์มาก่อน

งานที่ประกาศกระชั้นชิด เหลือเวลาไม่ถึงสองสามวัน เพราะคนที่ว่างเหลือน้อยลงแล้ว

งานที่ประกาศล่วงหน้าพอสมควร และมีเวลาให้คนวางแผนตารางตัวเอง

วิธีคิดว่าคุ้มหรือไม่ ให้เทียบสองตัวเลขตรง ๆ คือส่วนต่างค่าแรงที่เพิ่มขึ้นต่อคนต่อวัน กับต้นทุนของการไม่ได้คนในวันนั้น ซึ่งไม่ได้มีแค่ยอดขายที่หายไป แต่รวมภาระที่ตกกับทีมประจำที่ต้องรับงานแทน และลูกค้าที่เจอบริการช้าจนไม่กลับมาอีก เมื่อวางสองตัวเลขนี้ข้างกัน ส่วนต่างค่าแรงมักเป็นตัวเลขที่เล็กกว่าอย่างเห็นได้ชัด


กับดักที่พบบ่อยคือการตั้งต่ำไว้ก่อนแล้วรอดูว่าจะมีคนสมัครไหม กลไกนี้คล้ายกับการจองตั๋วเครื่องบิน คือยิ่งใกล้วันเดินทาง ตัวเลือกยิ่งน้อยและราคายิ่งสูง สุดท้ายมักต้องเพิ่มค่าแรงอยู่ดี แต่เพิ่มในจังหวะที่เหลือคนว่างน้อยลงแล้ว ทำให้จ่ายแพงกว่าและได้ตัวเลือกแย่กว่าการตั้งให้เหมาะตั้งแต่วันแรก


เลือกรูปแบบการจ้างด้วยสี่เกณฑ์ ไม่ใช่ด้วยราคา

เมื่อจัดการเรื่องค่าแรงได้แล้ว คำถามถัดไปคือควรจ้างในรูปแบบไหน ซึ่งคนส่วนใหญ่ตัดสินจากราคาต่อครั้ง ทั้งที่ตัวแปรที่ควรใช้ตัดสินคือลักษณะงานของตัวเอง

เกณฑ์

จ้างรายครั้ง

จ้างต่อเนื่องรายเดือน

จ้างประจำ

ความสม่ำเสมอของงาน

งานมาเป็นครั้งคราว คาดเดาไม่ได้

ใช้คนสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ แต่ปริมาณขึ้นลง

งานเต็มเวลาทุกวันตลอดปี

จำนวนสาขาหรือจุดทำงาน

จุดเดียวหรือไม่กี่จุด จัดการเองไหว

หลายสาขา ต้องการระบบอนุมัติและรวมบิล

ทุกแบบ แต่ต้นทุนคงที่เพิ่มตามจำนวนคน

ต้องการทีมชุดเดิมซ้ำไหม

ไม่จำเป็น งานบรีฟใหม่ได้ทุกครั้ง

ต้องการ เพราะลดเวลาสอนงานลงมาก

ต้องการสูงสุด

รอบการวางบิลและเอกสาร

จบเป็นครั้ง เอกสารแยกทุกงาน

รวมรอบรายเดือน เอกสารชุดเดียว

รอบเงินเดือนตามระบบบริษัท

อ่านตารางนี้ตามแนวตั้ง แล้วดูว่าคอลัมน์ไหนตรงกับสถานการณ์ของคุณมากที่สุดในสามในสี่เกณฑ์ นั่นคือรูปแบบที่ควรใช้


จุดที่ธุรกิจจำนวนมากเสียเงินโดยไม่รู้ตัว คือใช้คนสม่ำเสมอทุกสัปดาห์แต่ยังจ้างแบบรายครั้งอยู่ ทำให้ต้องบรีฟใหม่ทุกครั้ง ได้คนใหม่เกือบทุกรอบ และจัดการเอกสารเป็นชิ้น ๆ ทั้งที่ปริมาณงานถึงจุดที่ควรเปลี่ยนไปเป็นการจ้างต่อเนื่องแล้ว สัญญาณที่บอกว่าถึงจุดนั้นคือ คุณเรียกใช้คนมากกว่าสองครั้งต่อสัปดาห์ติดต่อกันเกินหนึ่งเดือน


ต้นทุนที่ควรเอามาเทียบ ไม่ใช่แค่ค่าแรง

เวลาเทียบว่าจ้างแบบไหนคุ้มกว่า คนส่วนใหญ่เทียบเฉพาะค่าแรงต่อคนต่อวัน ซึ่งทำให้การจ้างประจำดูถูกกว่าความเป็นจริงเสมอ ต้นทุนที่ควรนับเข้าไปด้วยมีอย่างน้อยสี่รายการ

  • ต้นทุนของวันที่ไม่มีงานให้ทำ พนักงานประจำได้ค่าจ้างทุกวันทำงานไม่ว่าวันนั้นจะมีลูกค้ามากหรือน้อย ธุรกิจที่มีความผันผวนสูงจึงจ่ายค่าเวลาว่างโดยไม่รู้ตัว

  • ต้นทุนสวัสดิการและเงินสมทบที่ผูกมากับการจ้างประจำ ซึ่งเป็นภาระต่อเนื่องไม่ว่ายอดจะเป็นอย่างไร

  • ต้นทุนการสรรหาและสอนงาน ซึ่งเกิดใหม่ทุกครั้งที่มีคนลาออก และเกิดถี่ในตำแหน่งที่มีอัตราการเข้าออกสูง

  • ต้นทุนของการไม่มีคนพอในวันพีค ซึ่งไม่ปรากฏในบัญชีแต่ปรากฏในยอดขายและในรีวิว

เมื่อนับครบทั้งสี่รายการ ภาพที่ได้มักเปลี่ยนไปจากการเทียบด้วยค่าแรงอย่างเดียวพอสมควร โดยเฉพาะกับธุรกิจที่มีความต้องการขึ้นลงตามฤดูกาลอย่างชัดเจน


สรุป

สรุปสั้นที่สุดคือ ค่าแรงเป็นตัวแปรที่คุณคุมได้และเห็นผลภายในวันเดียว ส่วนรูปแบบการจ้างเป็นการตัดสินใจที่เห็นผลในระดับเดือน ธุรกิจที่จัดการทั้งสองอย่างให้ตรงกับลักษณะงานของตัวเอง มักจ่ายน้อยกว่าและได้คนสม่ำเสมอกว่าธุรกิจที่มองว่าราคาเป็นสิ่งที่ระบบกำหนดมาให้

ถ้าจะเริ่มจากข้อเดียว ให้เริ่มจากการเลิกตั้งค่าแรงเท่ากันทุกงาน แล้วแยกว่างานไหนคือวันปกติ และงานไหนคือวันที่ทั้งตลาดแย่งคนกัน


• สมัครใช้งานสำหรับนายจ้างฟรี: app.findtemp.in.th/auth/register

• สอบถามการตั้งค่าระบบและขอตัวอย่าง Report สรุปบริหาร (LINE 08:00–22:00 น.): @findTEMP

• บริการส่งคนด่วน Fast Track (ถึงใน 3 ชม.): app.findtemp.in.th/fast_track/


คำถามที่พบบ่อย

Q: ค่าแรงขั้นต่ำที่ต้องจ่ายคือเท่าไหร่

A: ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ทำงาน ปัจจุบันกรุงเทพมหานครอยู่ที่ 400 บาทต่อวัน ส่วนจังหวัดปริมณฑลอย่างนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม อยู่ที่ 372 บาทต่อวัน อัตราทั่วประเทศอยู่ในช่วง 337 ถึง 400 บาท แบ่งเป็น 17 อัตรา ทั้งนี้อัตราอาจมีการปรับ ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดของคณะกรรมการค่าจ้าง กระทรวงแรงงาน ก่อนใช้คำนวณจริง


Q: ตั้งค่าแรงสูงกว่าขั้นต่ำเท่าไหร่ถึงจะเห็นผล

A: ไม่มีตัวเลขตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับว่าวันนั้นมีงานอื่นแข่งอยู่มากแค่ไหน และงานของคุณมีเงื่อนไขที่คนเลี่ยงหรือไม่ วิธีที่ใช้ได้จริงคือเริ่มจากอัตราที่เหมาะกับลักษณะงาน แล้วดูความเร็วในการมีคนสมัครในสองสามชั่วโมงแรก ถ้ายังเงียบผิดปกติ นั่นคือสัญญาณให้ปรับ ไม่ใช่รอจนถึงวันงาน


Q: ถ้าตั้งค่าแรงสูง จะได้คนที่ดีกว่าจริงไหม

A: สิ่งที่เพิ่มขึ้นแน่นอนคือจำนวนคนที่สมัคร ซึ่งทำให้คุณมีตัวเลือกมากขึ้นและเลือกคนที่มีประสบการณ์ตรงได้ ส่วนคุณภาพของงานที่ออกมายังขึ้นอยู่กับการบรีฟและการเตรียมงานของฝั่งผู้จ้างด้วย ค่าแรงช่วยให้ได้ตัวเลือกที่ดีขึ้น แต่ไม่ได้แทนที่การเตรียมงาน


Q: จ้างต่อเนื่องรายเดือนต่างจากจ้างพนักงานประจำอย่างไร

A: ต่างกันที่ความยืดหยุ่นของจำนวนคนและโครงสร้างต้นทุน การจ้างต่อเนื่องรายเดือนให้คุณมีทีมที่คุ้นงานเหมือนพนักงานประจำ แต่ปรับจำนวนคนตามปริมาณงานจริงในแต่ละเดือนได้ และไม่ได้เพิ่มจำนวนพนักงานในบัญชีของบริษัท ควรสอบถามเงื่อนไขสัญญา รอบวางบิล และเครดิตเทอมกับผู้ให้บริการก่อนตัดสินใจ


Q: มีหลายสาขาแล้วอยากคุมงบรวม ทำได้ไหม

A: ทำได้ถ้าเลือกรูปแบบที่รองรับ โดยสิ่งที่ควรถามคือมีระบบให้ผู้จัดการสาขาขอคนแล้วส่วนกลางอนุมัติหรือไม่ มีรายงานรวมทุกสาขาไหม และวางบิลรวมรอบเดียวได้หรือเปล่า สามข้อนี้คือความต่างหลักระหว่างการจ้างเป็นครั้ง ๆ แยกสาขา กับการจ้างต่อเนื่องแบบองค์กร


----------------------------------------


findTEMP สามารถใช้งานผ่าน WebApp ได้ทุกแพลตฟอร์ม  ช่วยให้คุณประหยัดเวลา ในการหาพนักงานเข้าทำงานได้มากยิ่งขึ้น


สนใจสมัครใช้งาน หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 

สมัครใช้งาน : เริ่มใช้งาน findTEMP

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page