top of page

ค่าจ้างขั้นต่ำปี 2569 ยังไม่ขยับ แล้วทำไมร้านคุณถึงหาคนในราคาเดิมไม่ได้แล้ว

  • 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที
เปรียบเทียบค่าแรงตามกฎหมาย กับอัตราตามตลาดจริง ของปี 2569

ช่วงกลางปี 2569 ผู้ประกอบการร้านอาหาร เจ้าของร้านค้าปลีก และผู้บริหารคลังสินค้าจำนวนมากกำลังเผชิญกับปริศนาเดียวกัน เมื่อเปิดดูประกาศราชการจากกระทรวงแรงงาน ตัวเลขอัตราค่าจ้างขั้นต่ำยังคงอยู่ที่ระดับเดิม แต่เมื่อลงมือโพสต์ประกาศรับสมัครพนักงานด้วยเรตค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมาย ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นความเงียบเหงา ไม่มีผู้สมัคร หรือหากมีคนมาสมัครก็ทำงานได้เพียงไม่กี่วันก่อนจะขอลาออกเพื่อไปรับงานที่อื่น


ทำไมค่าแรงตามกฎหมายเท่าเดิม แต่ทำไมหาคนราคาเดิมไม่ได้แล้ว?

คำถามสำคัญที่นายจ้างต้องตอบให้ได้ในเวลานี้คือ 

คำตอบสั้นๆ คือ 'ค่าจ้างตามกฎหมาย (Minimum Wage)' และ 'อัตราตลาดจริง (Market Rate)' ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกันมานานแล้ว การเข้าใจความแตกต่างและปัจจัยเบื้องหลังช่องว่างราคาที่กว้างขึ้น จะช่วยให้นายจ้างสามารถวางแผนงบประมาณแรงงานได้อย่างแม่นยำและได้กำลังคนมาทำงานจริง โดยไม่ทำให้ต้นทุนธุรกิจพังทลาย


1. อัตราค่าจ้างตามกฎหมายปัจจุบัน (ประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง)

กรอบกฎหมายปัจจุบัน: เพื่อให้การวางโครงสร้างค่าจ้างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงแรงงาน นายจ้างต้องเข้าใจกรอบทางกฎหมายปัจจุบันก่อน โดยอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของประเทศไทยอ้างอิงตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง (ฉบับล่าสุดมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568) ซึ่งกำหนดอัตราค่าจ้างไว้ตั้งแต่ 

337 ถึง 400 บาทต่อวัน โดยแบ่งออกเป็น 17 อัตราตามกลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ เช่น พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลอยู่ที่ 400 บาท/วัน ในขณะที่กลุ่มจังหวัดอื่นๆ มีอัตราลดหลั่นกันไปตามสภาพเศรษฐกิจท้องถิ่น


ข้อสังเกตทางกฎหมายสำหรับนายจ้าง: จุดที่นายจ้างมักเข้าใจผิดคือการคิดว่า 'อัตราค่าจ้างขั้นต่ำคือราคามาตรฐานในการจ้างงาน' แต่ในทางกฎหมายและการบริหารตัวเลขนี้คือ 

'เพดานล่างสุดที่กฎหมายยินยอมให้จ่ายได้เพื่อคุ้มครองแรงงาน' เท่านั้น ไม่ใช่อัตราที่สามารถดึงดูดแรงงานในตลาดที่มีการแข่งขันสูงได้ การยึดอัตราขั้นต่ำเป็นหลักในการตั้งงบรับสมัครพนักงานใหม่ จึงเปรียบเสมือนการตั้งราคาเสนอซื้อที่ต่ำกว่าราคาดุลยภาพของตลาด ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานทันที


2. ตารางเปรียบเทียบ: ค่าจ้างตามกฎหมาย vs อัตราตลาดจริงในปี 2569

จากการสำรวจอัตราการรับงานจริงในกลุ่มแรงงานพาร์ทไทม์และพนักงานรายวันทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปี 2569 พบว่าช่องว่างระหว่างอัตราตามกฎหมายกับอัตราตลาดจริงมีความขยายตัวอย่างชัดเจน ดังแสดงในตารางเปรียบเทียบด้านล่าง:

กลุ่มงาน / ตำแหน่ง

อัตราขั้นต่ำตามกฎหมาย(กทม. & ปริมณฑล)

อัตราตลาดจริง (2569)ที่รับงานจริง

ช่องว่างส่วนต่าง &ผลกระทบต่อร้าน

พนักงานเสิร์ฟ / หน้าร้านอาหาร

400 บาท/วัน(50 บาท/ชม.)

450 – 520 บาท/วัน(56 – 65 บาท/ชม.)

+50 ถึง +120 บาท/วันหากให้ขั้นต่ำ จะไม่มีคนสมัครกะเย็น/เสาร์-อาทิตย์

พนักงานช่วยครัว / ล้างจาน

400 บาท/วัน(50 บาท/ชม.)

480 – 550 บาท/วัน(60 – 68 บาท/ชม.)

+80 ถึง +150 บาท/วันเป็นงานหนัก อัตราลาออกสูงหากเรตไม่จูงใจ

พนักงานแพ็คของ / คลังสินค้า

400 บาท/วัน(50 บาท/ชม.)

460 – 530 บาท/วัน(57 – 66 บาท/ชม.)

+60 ถึง +130 บาท/วันต้องแข่งกับเรตคลังสินค้าแคมเปญ 8.8/9.9

พนักงาน PC / เชียร์ขาย

400 บาท/วัน(50 บาท/ชม.)

500 – 650 บาท/วัน(62 – 81 บาท/ชม.)

+100 ถึง +250 บาท/วันต้องการทักษะเชียร์ขาย อัตราตลาดสูงกว่าขั้นต่ำชัดเจน

ข้อสรุปจากตาราง: จะเห็นได้ว่า ช่องว่างส่วนต่างระหว่างอัตราตามกฎหมายและอัตราตลาดจริงอยู่ที่ประมาณ 15% ถึง 35% ขึ้นอยู่กับความหนักของงานและทักษะที่ต้องใช้ 

หากผู้ประกอบการยังคงลงประกาศหาคนด้วยอัตราขั้นต่ำ 400 บาท/วัน จะพบว่าในกลุ่มงานที่ต้องใช้ทักษะอย่าง PC เชียร์ขาย หรือกลุ่มงานหนักอย่างพนักงานช่วยครัวและล้างจาน จะไม่สามารถดึงดูดแรงงานได้เลย ทำให้ร้านต้องเผชิญกับปัญหางานค้าง พนักงานประจำต้องแบกรับภาระหนักจนลาออกตามไป


3. 4 เหตุผลทำไมช่องว่าง 'ค่าจ้างกฎหมาย vs อัตราตลาด' ถึงกว้างขึ้น

เหตุใดช่องว่างราคานี้จึงขยายตัวกว้างขึ้น ทั้งที่ประกาศค่าจ้างขั้นต่ำทางราชการไม่ได้มีการปรับเพิ่ม? ปรากฏการณ์นี้เกิดจาก 4 ปัจจัยทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมแรงงานที่เปลี่ยนไป ดังนี้:


1) ค่าครองชีพและต้นทุนเดินทางที่พุ่งสูงจริง: แรงงานพาร์ทไทม์ไม่ได้มองแค่ 'รายรับรวม' แต่มอง 'รายได้สุทธิหลังหักค่าเดินทางและค่าอาหาร' ค่าโดยสารเดินทางในเมืองใหญ่ ค่าอาหารรายวัน และค่าเช่าห้องพักที่เพิ่มขึ้น ทำให้แรงงานปฏิเสธงานที่ให้ค่าแรงขั้นต่ำ เพราะเมื่อหักค่าเดินทาง 80-120 บาท/วัน แล้วเหลือเงินสุทธิต่ำเกินกว่าจะดำรงชีพได้


2) พฤติกรรมแรงงานรุ่นใหม่ที่มีทางเลือกและประเมินความคุ้มค่า: แรงงาน Gen Z และ Gen Y ซึ่งเป็นกำลังหลักของตลาดพาร์ทไทม์ มีการเปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่าง 'ความเหนื่อยของงาน' กับ 'ผลตอบแทน' หากงานหน้าร้านอาหารมีความซับซ้อนและกดดันสูง แต่ให้ค่าตอบแทนเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ แรงงานจะย้ายไปรับงานที่สบายกว่าหรือให้ผลตอบแทนสูงกว่าทันที


3) การแข่งขันจากงานแพลตฟอร์มและ Gig Economy: การเติบโตของงานไรเดอร์ส่งอาหาร ขนส่งเอกสารด่วน และงานฟรีแลนซ์บนแพลตฟอร์ม ทำให้เกิด 'ราคาอ้างอิงใหม่ (Anchor Price)' ในตลาด งานแพลตฟอร์มเปิดโอกาสให้แรงงานทำรายได้เฉลี่ย 60–80 บาท/ชั่วโมง พร้อมอิสระในการเลือกเวลาทำงาน นายจ้างที่ต้องการดึงคนให้อยู่ในกะจึงต้องตั้งเรตที่แข่งขันกับงานแพลตฟอร์มได้


4) ต้นทุนโอกาสและระยะเวลาเดินทางในเมืองใหญ่: ในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล การเดินทางไปกลับใช้เวลาเฉลี่ย 2–3 ชั่วโมง หากงานนั้นจ่ายเพียงค่าแรงขั้นต่ำ แรงงานจะเลือกสมัครงานใกล้บ้าน หรือเลือกงานที่จ่ายมากกว่าเพื่อชดเชยเวลาที่เสียไปกับการเดินทาง


4. นายจ้างควรตั้งเรตอย่างไรให้มีคนมา โดยไม่พังงบประมาณ

การรับมือกับอัตราตลาดจริงไม่ได้หมายความว่านายจ้างต้องยอมเพิ่มงบประมาณค่าจ้างพนักงานประจำขึ้นทั้งหมด จนทำให้ต้นทุนการดำเนินงาน (Overhead Cost) พุ่งสูงจนขาดทุน แต่นายจ้างสามารถใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการกำลังคนที่ชาญฉลาดได้ดังนี้:


กลยุทธ์ที่ 1 — 1) คำนวณ Fully-Loaded Cost ของพนักงานประจำก่อนเพิ่มหัวคน

หลายร้านคิดว่าการจ้างพนักงานประจำเพิ่มในอัตราขั้นต่ำประหยัดกว่า แต่ในความเป็นจริง การจ้างประจำมีต้นทุนแฝงทั้งค่าประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน ชุดยูนิฟอร์ม ค่าสวัสดิการ และต้นทุนการเทรนงาน (อ่านรายละเอียดสูตรคำนวณได้ใน 

บทความแนะนำ: ต้นทุนจริงของการจ้างพนักงาน 1 คนในปี 2569: สูตรคำนวณที่รวมทุกอย่างที่เงินเดือนไม่ได้บอก ซึ่งช่วยชี้ให้เห็นว่าการมีพนักงานประจำมากเกินความจำเป็นทำให้ต้นทุนต่อชั่วโมงทำงานจริงสูงกว่าการจ้างพาร์ทไทม์รายวันอย่างมาก


กลยุทธ์ที่ 2 — 2) บริหารด้วยโมเดลยืดหยุ่น (Hybrid Workforce)

รักษากำลังคนประจำไว้ที่ระดับฐาน (Base Level 50–60%) สำหรับดูแลมาตรฐานงานหลัก และใช้อัตราจ้างพาร์ทไทม์รายวันที่เป็นเรตตลาดจริง (Market Rate) ในการดึงดูดพนักงานเสริมเฉพาะช่วงเวลาพีค เช่น มื้อเที่ยง มื้อเย็น หรือวันเสาร์-อาทิตย์ วิธีนี้ช่วยให้ร้านได้คนทำงานครบโดยไม่ต้องแบกรับภาระเงินเดือนประจำระยะยาว


กลยุทธ์ที่ 3 — 3) ปรับใช้บริการแพลตฟอร์มพาร์ทไทม์รายวันเพื่อคุมงบ

ผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้บริการจ้างพนักงานรายวันผ่าน 

บริการจ้างพนักงานพาร์ทไทม์กับ findTEMP: ดูโครงสร้างค่าบริการของ findTEMP  ซึ่งเริ่มต้นเพียง 250 บาท/วัน/คน (คิดค่าแรงตามรายชั่วโมงจริงที่ทำงาน) พร้อมสิทธิพิเศษค่าธรรมเนียม (GP) เพียง 8% (โปรโมชันพิเศษถึง 30 กันยายน 2569) ช่วยให้ร้านค้าสามารถควบคุมงบประมาณค่าแรงได้ตามยอดขายจริง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการหาคนไม่ได้


กลยุทธ์ที่ 4 — 4) ศึกษาการบริหารกำลังคนในภาวะความผันผวน: 

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังสามารถศึกษากลยุทธ์ปรับตัวเพิ่มเติมได้จากบทความ

 อ่านเพิ่มเติม: การบริหารจัดการกำลังคนช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ เพื่อสร้างโครงสร้างองค์กรที่ยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับทุกสภาวะตลาดแรงงาน


คำถามที่พบบ่อย

Q: อัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2569 ตามกฎหมายในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล คือเท่าไหร่?

A: ตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง (มีผลบังคับใช้ 1 กรกฎาคม 2568) อัตราค่าจ้างขั้นต่ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลกำหนดไว้ที่ 400 บาท/วัน (หรือคิดเป็นประมาณ 50 บาท/ชั่วโมง สำหรับการทำงาน 8 ชั่วโมง) อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติการจ้างงานจริงมักต้องใช้อัตราตลาด (450–520 บาท/วัน) เพื่อให้ได้พนักงานมาทำงาน


Q: หากต้องจ่ายค่าจ้างสูงกว่าอัตราขั้นต่ำเพื่อดึงดูดคน จะควบคุมต้นทุนแรงงานอย่างไรไม่ให้เกินงบ?

A: นายจ้างควรรักษากำลังคนประจำไว้เฉพาะตำแหน่งหลัก และใช้การจ้างพนักงานพาร์ทไทม์รายวันเสริมกะเฉพาะช่วงที่ลูกค้าแน่นร้าน (Peak Hours) ซึ่งจะช่วยลดชั่วโมงการทำงานที่เปล่าประโยชน์ และคุมต้นทุนแรงงานรวมให้อยู่ในสัดส่วนไม่เกิน 15-20% ของยอดขาย


Q: แพลตฟอร์ม findTEMP ช่วยแก้ปัญหาเรื่องค่าแรงขั้นต่ำและการหาคนอย่างไร?

A: findTEMP ช่วยให้นายจ้างเข้าถึงฐานพนักงานพาร์ทไทม์กว่า 180,000 คน ด้วยอัตราค่าบริการเริ่มต้น 250 บาท/วัน/คน (คิดค่าแรงตามชั่วโมงจริง) พร้อมโปรโมชันค่าธรรมเนียม 8% (ถึง 30 ก.ย. 2569) และมีการันตีได้คนทำงาน 5 ครั้งแรก ช่วยให้นายจ้างได้กำลังคนตรงตามเรตตลาดโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนประจำ


----------------------------------------


findTEMP สามารถใช้งานผ่าน WebApp ได้ทุกแพลตฟอร์ม  ช่วยให้คุณประหยัดเวลา ในการหาพนักงานเข้าทำงานได้มากยิ่งขึ้น


สนใจสมัครใช้งาน หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 

สมัครใช้งาน : เริ่มใช้งาน findTEMP


 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page