ต้นทุนจริงของการจ้างพนักงาน 1 คนในปี 2569: สูตรคำนวณที่รวมทุกอย่างที่เงินเดือนไม่ได้บอก
- 3 วันที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที

ตอนตัดสินใจรับพนักงานเพิ่มหนึ่งคน ตัวเลขที่อยู่ในหัวเจ้าของร้านส่วนใหญ่มีตัวเดียว — เงินเดือน สมมติว่า 15,000 บาท ก็คิดว่าเดือนหนึ่งจ่ายเพิ่ม 15,000 บาท จบ
แต่พอถึงสิ้นปี ตอนนั่งดูงบกำไรขาดทุนกับบัญชี ตัวเลขค่าใช้จ่ายพนักงานกลับสูงกว่าที่คำนวณไว้ในหัวอยู่หลายหมื่น และคำถามที่ตอบไม่ได้คือ "มันหายไปตรงไหน"
คำตอบคือมันไม่ได้หายไปไหน มันอยู่ในที่ที่คุณไม่ได้นับตั้งแต่ต้น กระจายอยู่ในเจ็ดที่ ซึ่งแต่ละที่เล็กพอที่จะมองข้าม แต่รวมกันแล้วเปลี่ยนคำตอบของคำถามใหญ่ได้เลยว่า "ตำแหน่งนี้ควรจ้างประจำ หรือควรใช้คนเป็นครั้งคราว"
บทความนี้จะพาแตกต้นทุนทั้งเจ็ดก้อนออกมาให้เห็น แล้วแปลงเป็นตัวเลขที่เทียบกันได้จริง — ต้นทุนต่อชั่วโมงที่ได้งานจริง ไม่ใช่ต้นทุนต่อเดือน เพราะสองอันนี้ให้คำตอบคนละแบบ
ทำไม "ต้นทุนต่อเดือน" ถึงเป็นตัวเลขที่หลอกตัวเอง
ปัญหาของการคิดเป็นรายเดือนคือมันสมมติว่าทุกชั่วโมงที่คุณจ่ายเงินไป คือชั่วโมงที่มีงานให้ทำ
ซึ่งไม่จริงสำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ ร้านอาหารมีช่วงบ่ายสองถึงห้าโมงที่แทบไม่มีลูกค้า คลังสินค้ามีสัปดาห์ที่ออเดอร์บางกว่าปกติ ร้านค้าปลีกมีวันจันทร์อังคารที่คนเดินน้อยกว่าเสาร์อาทิตย์ครึ่งหนึ่ง
ในชั่วโมงเหล่านั้นพนักงานประจำยังอยู่ ยังกินเงินเดือน แต่งานที่ทำคือเช็ดโต๊ะรอบที่สาม จัดของที่จัดไปแล้ว หรือยืนเฉยๆ
ต้นทุนที่แท้จริงไม่ใช่เงินที่จ่ายต่อเดือน แต่คือเงินที่จ่ายหารด้วยชั่วโมงที่ได้งานจริง และตัวหารนี้เองที่ทำให้ตัวเลขต่างกันได้เท่าตัว
ต้นทุนเจ็ดก้อนที่เงินเดือนไม่ได้บอก
1. เงินสมทบประกันสังคมฝั่งนายจ้าง
นายจ้างจ่ายสมทบในอัตรา 5% ของค่าจ้าง โดยตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เพดานฐานค่าจ้างปรับจาก 15,000 บาทเป็น 17,500 บาท ทำให้เพดานเงินสมทบต่อคนต่อเดือนขยับขึ้นตาม
สำหรับพนักงานเงินเดือน 15,000 บาท นายจ้างจ่ายสมทบ 750 บาทต่อเดือน คิดเป็น 5% ที่บวกทับเงินเดือนทันที และเป็นก้อนเดียวในเจ็ดก้อนที่คนส่วนใหญ่นึกออก
2. เงินสมทบกองทุนเงินทดแทน
ก้อนนี้แยกจากประกันสังคม และนายจ้างจ่ายฝ่ายเดียว อัตราขึ้นกับประเภทกิจการและสถิติการประสบอันตรายของสถานประกอบการ โดยปรับลดได้ต่ำสุดไม่ต่ำกว่า 0.1% และปรับเพิ่มได้ไม่เกิน 1.5%
ตัวเลขดูเล็ก แต่ถ้าธุรกิจของคุณอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น คลังสินค้าที่มีการยกของหนัก อัตรานี้จะสูงกว่าธุรกิจสำนักงานหลายเท่า และคูณด้วยจำนวนพนักงานทั้งร้าน
3. ชุดพนักงานและอุปกรณ์ประจำตัว
เสื้อยูนิฟอร์มสองถึงสามชุด ผ้ากันเปื้อน รองเท้ากันลื่น ล็อกเกอร์ บัตรพนักงาน ของพวกนี้จ่ายครั้งเดียวตอนรับเข้า แต่ถ้าพนักงานอยู่แค่หกเดือนแล้วลาออก คุณจ่ายชุดใหม่ให้คนถัดไป
วิธีนับที่ถูกคือหารต้นทุนชุดด้วยอายุงานเฉลี่ยจริงของร้านคุณ ไม่ใช่ตัดเป็นค่าใช้จ่ายก้อนเดียวแล้วลืมไป
4. เวลาที่จ่ายไปแต่ยังไม่ได้งานเต็ม
พนักงานใหม่วันแรกทำงานได้ไม่เต็มร้อย โดยทั่วไปสามถึงเจ็ดวันแรกคือช่วงที่ยังต้องถาม ยังทำช้า และยังทำผิดบ้าง คุณจ่ายค่าแรงเต็มแต่ได้งานราวครึ่งเดียว
ส่วนต่างตรงนี้คือต้นทุน และมันซ้ำทุกครั้งที่มีคนใหม่เข้ามา ไม่ใช่จ่ายครั้งเดียวจบ
5. เวลาของคุณเองที่ใช้ไปกับการหาคน
ก้อนนี้เป็นก้อนที่ถูกมองข้ามมากที่สุด เพราะไม่มีใบเสร็จ
ลองนับดูจริงๆ: เขียนประกาศ ลงกลุ่มเฟซบุ๊ก ตอบแชทคนที่ทักมาสามสิบคน คัดเหลือห้าคน นัดสัมภาษณ์ แล้วสองคนไม่มาตามนัด สัมภาษณ์จริงสามคน เลือกได้หนึ่ง — กระบวนการนี้กินเวลาคุณหรือผู้จัดการไปกี่ชั่วโมง
ชั่วโมงเหล่านั้นคือเวลาที่ไม่ได้ใช้ดูแลลูกค้า ไม่ได้ใช้คุมคุณภาพ ไม่ได้ใช้คิดเรื่องขยายร้าน นักบัญชีเรียกสิ่งนี้ว่าต้นทุนค่าเสียโอกาส และมันแพงกว่าค่าแรงรายชั่วโมงของคุณเสมอ
6. ชั่วโมงที่จ่ายไปโดยไม่มีงานให้ทำ
นี่คือก้อนที่ใหญ่ที่สุด และเป็นก้อนที่ไม่มีอยู่ในสลิปเงินเดือนเลย
ถ้าร้านของคุณเปิดสิบสองชั่วโมง แต่มีชั่วโมงที่ยุ่งจริงแค่ห้าชั่วโมง พนักงานประจำที่อยู่ครบกะแปดชั่วโมงจะมีอย่างน้อยสามชั่วโมงที่คุณจ่ายเงินโดยแทบไม่ได้งานกลับมา
คูณด้วยยี่สิบหกวัน คูณด้วยจำนวนคน ตัวเลขจะใหญ่กว่าที่คิดมาก และนี่คือก้อนที่การเปลี่ยนรูปแบบการจ้างช่วยได้ตรงที่สุด
7. ต้นทุนตอนคนออก
เมื่อพนักงานลาออก คุณไม่ได้แค่เสียคน แต่เสียสามอย่างพร้อมกัน — ช่วงที่ตำแหน่งว่างและคนที่เหลือต้องรับภาระเพิ่ม กระบวนการหาคนใหม่ทั้งกระบวนตามข้อ 5 และการเทรนใหม่ตามข้อ 4
ถ้าอัตราการลาออกในร้านคุณคือปีละสองรอบต่อหนึ่งตำแหน่ง แปลว่าต้นทุนข้อ 4 กับข้อ 5 เกิดขึ้นปีละสองครั้ง ไม่ใช่ครั้งเดียวตอนเปิดร้าน
แปลงทั้งเจ็ดก้อนเป็นตัวเลขเดียวที่เทียบได้
ขั้นตอนมีสามขั้น กรอกตัวเลขของร้านคุณเองลงไปได้เลย
ขั้นที่ 1 — รวมต้นทุนต่อเดือนให้ครบทุกก้อน
ต้นทุนรวมต่อเดือน =
เงินเดือน
+ เงินสมทบประกันสังคมฝั่งนายจ้าง
+ เงินสมทบกองทุนเงินทดแทน (เฉลี่ยต่อเดือน)
+ (ต้นทุนชุด/อุปกรณ์ ÷ อายุงานเฉลี่ยเป็นเดือน)
+ (ต้นทุนช่วงเทรน ÷ อายุงานเฉลี่ยเป็นเดือน)
+ (ต้นทุนการสรรหา ÷ อายุงานเฉลี่ยเป็นเดือน)
+ (ต้นทุนช่วงตำแหน่งว่าง ÷ อายุงานเฉลี่ยเป็นเดือน)
*จุดสำคัญคือสี่ก้อนหลังต้องหารด้วยอายุงานเฉลี่ยจริงของร้านคุณ ไม่ใช่หารด้วยสิบสองเดือน เพราะถ้าพนักงานอยู่เฉลี่ยแปดเดือน ต้นทุนก้อนนั้นก็ถูกกลืนไปในแปดเดือน ไม่ใช่สิบสอง
ขั้นที่ 2 — หาชั่วโมงที่ได้งานจริง ไม่ใช่ชั่วโมงที่จ่าย
ชั่วโมงที่จ่าย = จำนวนวันทำงานต่อเดือน × ชั่วโมงต่อกะ
ชั่วโมงที่ได้งานจริง = ชั่วโมงที่จ่าย × อัตราการใช้งานจริง (%)
อัตราการใช้งานจริงประเมินได้ไม่ยาก ลองยืนดูหน้าร้านสักสัปดาห์แล้วจดว่าในหนึ่งกะแปดชั่วโมง มีกี่ชั่วโมงที่พนักงานมีงานเต็มมือจริงๆ เจ้าของร้านส่วนใหญ่ที่ลองทำจะพบว่าตัวเลขต่ำกว่าที่เดาไว้
ขั้นที่ 3 — หารกัน
ต้นทุนต่อชั่วโมงที่ได้งานจริง = ต้นทุนรวมต่อเดือน ÷ ชั่วโมงที่ได้งานจริง
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติพนักงานประจำ เงินเดือน 15,000 บาท ทำงาน 26 วัน วันละ 8 ชั่วโมง (208 ชั่วโมงที่จ่าย) อายุงานเฉลี่ย 8 เดือน
ก้อนต้นทุน | ต่อเดือน (บาท) |
เงินเดือน | 15,000 |
เงินสมทบประกันสังคม (5%) | 750 |
กองทุนเงินทดแทน (เฉลี่ย) | [กรอกตามอัตราของกิจการคุณ] |
ชุด/อุปกรณ์ (เฉลี่ย) | [กรอก] |
ช่วงเทรน (เฉลี่ย) | [กรอก] |
การสรรหา (เฉลี่ย) | [กรอก] |
ช่วงตำแหน่งว่าง (เฉลี่ย) | [กรอก] |
รวม | สมมติได้ 16,590 |
จากนั้นดูว่าตัวเลขเดียวกันนี้ให้ต้นทุนต่อชั่วโมงต่างกันแค่ไหนเมื่ออัตราการใช้งานจริงต่างกัน
อัตราการใช้งานจริง | ชั่วโมงที่ได้งาน | ต้นทุนต่อชั่วโมงที่ได้งาน |
100% | 208 ชม. | ประมาณ 80 บาท |
70% | 146 ชม. | ประมาณ 114 บาท |
40% | 83 ชม. | ประมาณ 200 บาท |
พนักงานคนเดียวกัน เงินเดือนก้อนเดียวกัน แต่ต้นทุนจริงต่างกันสองเท่าครึ่ง ความต่างทั้งหมดอยู่ที่ตัวหาร ไม่ได้อยู่ที่ตัวตั้ง
(ตัวเลข 16,590 เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อแสดงวิธีคิด ไม่ใช่ค่ามาตรฐาน — ให้แทนด้วยตัวเลขจริงของร้านคุณ)
เทียบสามโมเดลการจ้างบนฐานเดียวกัน
เมื่อแปลงทุกอย่างเป็นต้นทุนต่อชั่วโมงที่ได้งานจริงแล้ว การเทียบก็ตรงไปตรงมา
จ้างประจำ | พาร์ทไทม์รายวัน/รายชั่วโมง | เอาต์ซอร์ส/เหมาบริการ | |
โครงสร้างต้นทุน | คงที่ | ผันแปรตามชั่วโมงที่เรียกใช้ | มักมีขั้นต่ำตามสัญญา |
ผลเมื่อใช้งานจริงต่ำ | ต้นทุนต่อชั่วโมงพุ่ง | ไม่กระทบ เพราะไม่เรียกก็ไม่จ่าย | ยังต้องจ่ายขั้นต่ำ |
ภาระประกันสังคม/กองทุน | นายจ้างรับเต็ม | ขึ้นกับรูปแบบบริการ [CONFIRM] | ผู้ให้บริการรับ |
ความยืดหยุ่นรายวัน | ต่ำ | สูง | ปานกลาง |
ความคุ้นเคยกับร้าน | สูงสุด | สร้างได้ถ้าเรียกคนเดิมซ้ำ | ขึ้นกับผู้ให้บริการ |
เหมาะกับ | งานที่มีปริมาณสม่ำเสมอทุกวัน | งานที่ขึ้นลงตามวัน/ฤดูกาล/แคมเปญ | งานที่ต้องการทีมพร้อมระบบครบ |
ตารางนี้ตอบคำถามหนึ่งข้อชัดเจน: ถ้าปริมาณงานของคุณสม่ำเสมอ จ้างประจำถูกกว่าเสมอ ถ้าปริมาณงานขึ้นลง ตัวเลขจะพลิก และคำถามที่เหลือคือ "ขึ้นลงแค่ไหนถึงจะพลิก"
จุดคุ้มทุน: ต้องมีงานให้ทำกี่เปอร์เซ็นต์ ประจำถึงจะคุ้มกว่า
นี่คือส่วนที่ทำให้บทความนี้ใช้ตัดสินใจได้จริง ไม่ใช่แค่รู้สึกว่า "พาร์ทไทม์น่าจะถูกกว่า"
สูตรจุดคุ้มทุนคือ
ชั่วโมงคุ้มทุนต่อเดือน =
ต้นทุนรวมต่อเดือนของพนักงานประจำ
÷ (เรตพาร์ทไทม์ต่อชั่วโมง × 1.08)
ตัวคูณ 1.08 มาจากค่าธรรมเนียม (GP) 8% ที่ findTEMP คิดในช่วงโปรโมชันถึง 30 กันยายน 2569
ถ้าใช้บริการอื่นให้แทนด้วยอัตราของผู้ให้บริการนั้น
ใช้ตัวอย่างต้นทุนประจำ 16,590 บาท/เดือน กับชั่วโมงที่จ่าย 208 ชั่วโมง ผลออกมาแบบนี้
เรตพาร์ทไทม์ต่อชั่วโมง | ต้นทุนจริงหลังค่าธรรมเนียม | ต้องมีงานให้ทำอย่างน้อย |
80 บาท | 86.4 บาท | 92% ของเวลา |
100 บาท | 108 บาท | 74% ของเวลา |
120 บาท | 129.6 บาท | 62% ของเวลา |
150 บาท | 162 บาท | 49% ของเวลา |
วิธีอ่านตาราง ถ้าเรตพาร์ทไทม์ในตลาดสำหรับตำแหน่งของคุณอยู่ที่ 100 บาทต่อชั่วโมง การจ้างประจำจะคุ้มกว่าก็ต่อเมื่อคุณมีงานให้ทำเกิน 74% ของเวลาที่จ่าย ถ้าต่ำกว่านั้น คุณกำลังจ่ายแพงกว่าเพื่อความสะดวกในการมีคนอยู่ประจำ
ซึ่งบางครั้งก็คุ้มที่จะจ่าย — แต่ควรเป็นการตัดสินใจที่รู้ตัว ไม่ใช่เพราะไม่เคยคำนวณ
แล้วในทางปฏิบัติควรทำอย่างไร
คำตอบที่ใช้ได้กับธุรกิจส่วนใหญ่ไม่ใช่ "เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง" แต่คือแบ่งกำลังคนเป็นสองชั้น
ชั้นฐาน คือจำนวนคนขั้นต่ำที่ต้องมีทุกวันไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คนกลุ่มนี้ควรเป็นพนักงานประจำ เพราะปริมาณงานสม่ำเสมอ อัตราการใช้งานจริงสูง และคุณต้องการคนที่รู้จักร้านลึก
ชั้นยืดหยุ่น คือส่วนที่ขึ้นลงตามวัน ตามฤดูกาล ตามแคมเปญ ส่วนนี้ใช้พาร์ทไทม์รายวันจะได้ต้นทุนต่อชั่วโมงที่ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เพราะคุณไม่ได้จ่ายชั่วโมงที่ไม่มีงาน
วิธีหาว่าชั้นฐานควรเป็นกี่คน: ดูยอดขายย้อนหลังสามเดือน หาวันที่เงียบที่สุดในแต่ละสัปดาห์ แล้วถามว่าวันนั้นต้องใช้คนกี่คนถึงจะเปิดร้านได้ — นั่นคือชั้นฐาน ที่เหลือคือชั้นยืดหยุ่น
สรุป
ตัวเลขที่ควรใช้ตัดสินเรื่องคนไม่ใช่เงินเดือน และไม่ใช่ต้นทุนต่อเดือน แต่คือ ต้นทุนต่อชั่วโมงที่ได้งานจริง
ลองใช้เวลาสักครึ่งชั่วโมงกรอกตัวเลขของร้านคุณลงในสูตรทั้งสามขั้น แล้วดูจุดคุ้มทุนที่ได้ ถ้าอัตราการใช้งานจริงของตำแหน่งไหนต่ำกว่าเกณฑ์ในตาราง ตำแหน่งนั้นคือจุดที่การเปลี่ยนมาใช้กำลังคนแบบยืดหยุ่นจะให้ผลตอบแทนเร็วที่สุด
findTEMP เป็นแพลตฟอร์มที่ให้คุณเรียกใช้พนักงานพาร์ทไทม์เฉพาะวันและชั่วโมงที่ต้องการ จ่ายตามที่ใช้จริง ไม่มีค่าสมัคร — ดูโครงสร้างค่าบริการและเงื่อนไขทั้งหมด หรือสอบถามผ่าน LINE @findTEMP
คำถามที่เจ้าของธุรกิจถามบ่อย
Q: จ้างพาร์ทไทม์ต้องจ่ายประกันสังคมไหม
A: ขึ้นอยู่กับรูปแบบความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างคุณกับคนทำงาน ซึ่งต่างกันตามว่าจ้างตรงหรือผ่านผู้ให้บริการ และตามเงื่อนไขในสัญญา เรื่องนี้ควรตรวจกับสำนักงานประกันสังคมหรือที่ปรึกษากฎหมายแรงงานตามกรณีของคุณ ไม่ควรอนุมานจากกรณีของร้านอื่น
Q: ถ้าไม่รู้อายุงานเฉลี่ยของร้าน จะคำนวณยังไง
A: นับง่ายๆ จากปีที่ผ่านมา เอาจำนวนเดือนที่พนักงานแต่ละคนอยู่รวมกัน หารด้วยจำนวนคนทั้งหมดที่เคยจ้าง รวมคนที่ออกไปแล้วด้วย ถ้าไม่มีข้อมูล ให้เริ่มจดตั้งแต่วันนี้ ตัวเลขนี้จะมีประโยชน์กับทุกการตัดสินใจเรื่องคนในอนาคต
Q: ถ้าใช้พาร์ทไทม์ คุณภาพจะสู้พนักงานประจำได้ไหม
A: ปัจจัยที่กำหนดคุณภาพไม่ใช่รูปแบบการจ้าง แต่คือคนคนนั้นเคยทำงานลักษณะนี้มาก่อนหรือไม่ และคุณบรีฟงานชัดแค่ไหน วิธีที่ได้ผลที่สุดคือเมื่อเจอคนที่ทำงานเข้ามือ ให้เรียกคนเดิมกลับมาซ้ำ ซึ่งจะได้ความคุ้นเคยใกล้เคียงพนักงานประจำโดยไม่ต้องแบกต้นทุนคงที่
Q: คำนวณแล้วพบว่าประจำแพงกว่า ควรเลิกจ้างประจำเลยไหม
A: ไม่ควร ต้นทุนเป็นแค่หนึ่งในตัวแปร พนักงานประจำให้ความต่อเนื่อง ความรู้เรื่องร้านที่สะสม และความสามารถในการรับผิดชอบงานที่ต้องใช้ดุลพินิจ ซึ่งประเมินเป็นตัวเลขได้ยาก สิ่งที่การคำนวณนี้ให้คือความชัดเจนว่าคุณกำลังจ่ายเท่าไหร่เพื่อสิ่งเหล่านั้น แล้วค่อยตัดสินว่าคุ้มไหมในแต่ละตำแหน่ง
Q: ต้นทุนก้อนไหนที่ลดได้เร็วที่สุด
A: ก้อนที่ 6 — ชั่วโมงที่จ่ายไปโดยไม่มีงานให้ทำ เพราะเป็นก้อนที่ใหญ่ที่สุดและปรับได้ทันทีโดยไม่ต้องแตะเงินเดือนใคร แค่จัดกะให้ตรงกับช่วงที่ยุ่งจริง แล้วเติมคนเฉพาะช่วงพีคแทนการมีคนเต็มตลอดวัน
----------------------------------------
findTEMP สามารถใช้งานผ่าน WebApp ได้ทุกแพลตฟอร์ม ช่วยให้คุณประหยัดเวลา ในการหาพนักงานเข้าทำงานได้มากยิ่งขึ้น
สนใจสมัครใช้งาน หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
LINE : @findTEMP
สมัครใช้งาน : เริ่มใช้งาน findTEMP




ความคิดเห็น